อาเซียนหรือสมาคมประชาชาติตะวันออกเฉียงใต้(The Association of Southeast Asian Nations : ASEAN)เป็นองค์การที่เก่าแก่ และก่อตั้งขึ้นมาในยุคที่ประเทศต่างๆในภูมิภาคไม่มีความมั่นใจว่าเมื่อดุลอำนาจในภูมิภาคเปลี่ยนแปลงโดยมหาอำนาจเก่าจากยุโรปคือ อังกฤษและฝรั่งเศสถอนตัวออกจากภูมิภาคซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากการที่บทบาทของซีโต้หรือองค์การสนธิสัญญาเพื่อการป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสื่อมถอยลง และประเทศที่ปกครองโดยระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์ประสบชัยชนะในอินโดจีนซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศในภูมิภาคดังกล่าว
อาเซียนก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2513 อันเป็นผลจากการประชุมที่กรุงเทพฯ โดยสมาชิกก่อตั้งของสมาคมฯมี 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ได้ลงนามในปฏิญญากรุงเทพแสดงเจตนารมณ์ที่จะร่วมกันและจำนวนสมาชิกจะคงอยู่เท่านี้มาอีก 17 ปี ในวันที่ 8 มกราคม 2527 บรูไน ดารุสซาลัมจึงเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกประเทศที่ 6 และจากนั้นเวียดนามได้เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ 28 กรกฎาคม 2538 ลาวและพม่าเมื่อ 23 กรกฎาคม 2540 กัมพูชาเมื่อ 30 เมษายน 2542 รวม 10 ประเทศ ปัจจุบันอาเซียนมีประชากรรวม 503 ล้านคน มีดินแดนรวมกัน 4.5 ล้านตารางกิโลเมตร มีผลิตภัณฑ์มวลรวมมูลค่า 737 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีมูลค่าการค้ารวม 720 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อแรกนั้นประเทศสมาชิกก่อตั้งแสดงเจตนารมณ์ว่ามีความประสงค์ให้อาเซียนเป็นเวทีความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันด้านเศรษฐกิจ แต่ในข้อเท็จจริงแล้วอาเซียนมีการดำเนินการเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจน้อยมากจนกระทั่ง 10 ปีให้หลังคือในปี 2520จึงได้เริ่มมีการดำเนินการจริงจังตามเจตนารมณ์ของการก่อตั้งอาเซียนโดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนได้ประชุมกันที่กรุงมะนิลา และบรรลุข้อตกลงเป็นครั้งแรกที่จะเจรจาลดภาษีศุลกากรเป็นรายสินค้า ซึ่งแม้ว่าจะดูเป็นการเคลื่อนไหวที่ช้ามากสำหรับการที่จะเปิดประเทศรองรับการค้าเสรี แต่ข้อตกลงดังกล่าวเป็นผลมาจากการประนีประนอมระหว่างประเทศที่มีความก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรมกับประเทศที่อุตสาหกรรมยังล้าหลัง ซึ่งฝ่ายหลังนี้อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสมาชิกที่มีประชากร 120 ล้านคนตกอยู่ในฐานะดังกล่าวด้วย แต่พํมนาการของอาเซียนดังกล่าวก็ยังไม่ถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ จนกระทั่งเข้าสู่ศควรรษใหม่ ในเดือนตุลาคม 2546 ในการประชุมระดับผู้นำอาเซียนที่เมืองบาหลีประเทศอินโดนีเซียได้มีการประกาศเจตนารมณ์ที่จะจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคมและวัฒนธรรมอาเซียนขึ้น ซึ่งได้นับการสนับสนุนจากประชาคมโลกทั่วไปโดยเฉพาะสหภาพยุโรป ซึ่งมีประสบการณ์ในการบูรณาการประเทศต่างๆเข้าด้วยกันมาก่อน
เจตนารมณ์ของการก่อตั้งอาเซียน
ในปี 2513 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับปัญหาการที่ดุลอำนาจในภูมิภาคเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ในอินโดจีนชัยชนะของฝ่ายคอมมิวนิสต์ก่อความรู้สึกไม่มั่นคงให้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นดินแดนใกล้ชิดกับอินโดจีน และมีประวัติศาสตร์การต่อสู้ช่วงชิงอำนาจกันมานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไทยกับเวียดนาม ซึ่งมีความเชื่อว่าความมั่นคงของประเทศตนอยู่ที่อีกประเทศหนึ่งต้องไม่เข้ามามีอิทธิพลเหนือประเทศที่มีภูมิประเทศติดตนเอง การที่กลุ่มประเทศอินโดจีน ซึ่งเป็นเมืองขึ้นเก่าของฝรั่งเศสและทำสงครามเอกราชมาโดยตลอดจึงมีความใกล้ชิดกัน เนื่องจากมีศัตรูร่วมกัน และยิ่งเมื่อได้ร่วมอุดมการณ์ลัทธิมาร์กในการทำสงครามประชาชนเพื่อความเป็นเอกราชของชาติ ยิ่งทำให้ประเทศทั้งสามมีความใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น
ช่วงเวลาดังกล่าว รัฐบาลไทยเริ่มรู้สึกว่าประเทศมหาอำนาจเช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศสเริ่มมีท่าทีเปลี่ยนไป จากที่เคยต่อต้านคอมมิวนิสต์ในดินแดนอาณานิคมเก่า หรือดินแดนที่ตนมีผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์กลับดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตและถ้อยทีถ้อยอาศัยกันกับคอมมิวนิสต์ นโยบายของประเทศมหาอำนาจตะวันตกดังกล่าวสร้างความวิตกแก่รัฐบาลไทยว่า หากไทยประสบการรุกรานจากเพื่อนบ้านซึ่งมีลัทธิการปกครองแตกต่างกันจะไม่มีประเทศมหาอำนาจตะวันตกให้ความช่วยเหลือทางการทหาร ความเชื่อในเรื่องการป้องกันร่วมกันตามเจตนารมณ์ของสหประชาชาติที่มีมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อันตรธานไปพร้อมๆกับการเสื่อมอิทธิพลขององค์การ SEATO และการที่สหรัฐฯ เจรจาสนธิสัญญาสันติภาพกับเวียดนามเหนือ และการที่ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันประกาศลัทธินิกสันเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2512 ยืนยันว่า มิตรประเทศของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียจะต้องรับผิดชอบความมั่นคงภายในประเทศ และการป้องกันตนเองทางการทหาร ทำให้ประเทศเสรีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตระหนักว่ามีความจำเป็นที่จะต้องผนึกกำลังเพื่อช่วยเหลือตนเอง
ความวิตกดังกล่าวของประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียนปรากฏอยู่ในปฏิญญากรุงเทพฯ ซึ่งระบุว่าทุกประเทศตระหนักถึงผลประโยชน์ร่วมและปัญหาเดียวกันที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างเผชิญอยู่และต่างมีความเชื่อโดยไม่สงสัยว่ามีความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องเร่งกระชับการร่วมมือและสายสัมพันธ์ของประเทศต่างๆที่มีอยู่ใหแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยการจัดตั้งรากฐานที่มั่นคงเพื่อการดำเนินมาตรการร่วมกันเพื่อส่งเสริมการร่วมมือในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้บนพื้นฐานของความเท่าเทียม และการเป็นหุ้นส่วนระหว่างกันเพื่อนำไปสู่สันติภาพ ความก้าวหน้า และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค รากฐานที่ว่าคือสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนนี้เอง
การขยายตัวของสมาชิก
มีนักวิจารณ์การเมืองระหว่างประเทศไม่น้อยที่เห็นว่าการที่อาเซียนขยายตัวอย่างรวดเร็วเป็นลักษณะเตี้นอุ้มค่อม คือประเทศที่เข้ามาร่วมเป็นภาคีสมาชิกไม่มีศักยภาพเพียงพอทางด้านเศรษฐกิจทำให้เกิดช่องว่างในการพัฒนา และไม่สามารถดำเนินโครงการที่จะประสานความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นเนื้อเดียวกันได้
ความจริงข้อสังเกตดังกล่าวมีมูลความจริงอยู่บ้างก็ในแง่ที่มีสมาชิกใหม่ของอาเซียนที่ระดับการพัฒนายังต่ำกว่าประเทศสมาชิกอื่น แต่ข้อสังเกตที่ว่าความต่างกันของระดับการพัฒนาทำให้ไม่สามารถร่ววมือทางเศรษฐกิจแบบบูรณาการได้ไม่น่าจะจริง หากแต่เป็นธรรมชาติของดำรงอยู่ร่วมกัน กล่าวคือจะมีฝ่ายที่อ่อนแอกว่า ฝ่ายที่ได้เปรียบ ฝ่ายที่เสียเปรียบ การรวมตัวของรัฐต่างๆในอดีตก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกันนี้ แต่ในที่สุดก็แก้ไขลุล่วงไปได้ด้วยเจตนารมณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องกัน
แต่ที่นักวิจารณ์ส่วนมากจะไม่ทราบก็คือปฏิญญากรุงเทพ ซึ่งเป็นแม่บทของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีเจตนารมณ์ที่แร่ชัดว่าต้องการให้ประเทศน้อยใหญ่ในภูมิภาคเข้ามาร่วมเป็นภาคีสมาชิก ทั้งนี้โดยระบุไว้ในข้อ 4 ของปฏิญญาว่า สมาคมเปิดกว้างสำหรับการเข้ามีส่วนร่วมของรัฐทั้งมวลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยอมรับเป้าหมาย หลักการ และจุดประสงค์ของอาเซียนตามที่ประกาศไว้ในปฏิญญา การที่แสดงเจตนารมณ์เปิดกว้างเช่นนี้ เป็นเพราะปฏิญญาดังกล่าวได้ประกาศว่าสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต่เป็นตัวแทนเจตนารมณ์ร่วมของประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะผูกพันกันด้วยมิตรภาพและความร่วมมือ และด้วยความพยายามและการเสียสละร่วมกัน จะสร้างสรรค์สันติภาพ เสรีภาพ และความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประชาชนที่มีมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน และที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปในอนาคต
ดังนั้น ในการวิจารณ์เกี่ยวกับประเด็นการขยายตัวของอาเซียนก็น่าที่จะต้องตระหนักด้วยว่าอาเซียนเป็นองค์การระหว่างประเทศที่ก่อตั้งขึ้นมาบนหลักการและความเชื่อสมัยใหม่ ไม่ใช่ความคิดเกี่ยวกับการดำรงอยู่แบบเก่าที่เชื่อว่าผู้ที่เข้มแข็งกว่าจะอยู่รอด แต่ความเชื่อสมัยใหม่นี้เชื่อว่าโลกนี้เป็นโลกที่พึ่งพาอาศัยกัน และที่สำคัญคือความเชื่อที่ว่าประเทศต่างๆต้องอยู่ร่วมกัน แบ่งปันทรัพยากร ความรู้ ความชำนาญทางด้านวิชาการ และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ก็โดยมีเป้าหมายเพื่อความผาสุขของประชาชน
edit @ 2005/11/17 16:38:56
edit @ 2005/12/01 18:27:15
edit @ 2005/12/01 18:28:35