2005/Nov/17

อาเซียนหรือสมาคมประชาชาติตะวันออกเฉียงใต้(The Association of Southeast Asian Nations : ASEAN)เป็นองค์การที่เก่าแก่ และก่อตั้งขึ้นมาในยุคที่ประเทศต่างๆในภูมิภาคไม่มีความมั่นใจว่าเมื่อดุลอำนาจในภูมิภาคเปลี่ยนแปลงโดยมหาอำนาจเก่าจากยุโรปคือ อังกฤษและฝรั่งเศสถอนตัวออกจากภูมิภาคซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากการที่บทบาทของซีโต้หรือองค์การสนธิสัญญาเพื่อการป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสื่อมถอยลง และประเทศที่ปกครองโดยระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์ประสบชัยชนะในอินโดจีนซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศในภูมิภาคดังกล่าว

อาเซียนก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2513 อันเป็นผลจากการประชุมที่กรุงเทพฯ โดยสมาชิกก่อตั้งของสมาคมฯมี 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ได้ลงนามในปฏิญญากรุงเทพแสดงเจตนารมณ์ที่จะร่วมกันและจำนวนสมาชิกจะคงอยู่เท่านี้มาอีก 17 ปี ในวันที่ 8 มกราคม 2527 บรูไน ดารุสซาลัมจึงเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกประเทศที่ 6 และจากนั้นเวียดนามได้เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ 28 กรกฎาคม 2538 ลาวและพม่าเมื่อ 23 กรกฎาคม 2540 กัมพูชาเมื่อ 30 เมษายน 2542 รวม 10 ประเทศ ปัจจุบันอาเซียนมีประชากรรวม 503 ล้านคน มีดินแดนรวมกัน 4.5 ล้านตารางกิโลเมตร มีผลิตภัณฑ์มวลรวมมูลค่า 737 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีมูลค่าการค้ารวม 720 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อแรกนั้นประเทศสมาชิกก่อตั้งแสดงเจตนารมณ์ว่ามีความประสงค์ให้อาเซียนเป็นเวทีความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันด้านเศรษฐกิจ แต่ในข้อเท็จจริงแล้วอาเซียนมีการดำเนินการเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจน้อยมากจนกระทั่ง 10 ปีให้หลังคือในปี 2520จึงได้เริ่มมีการดำเนินการจริงจังตามเจตนารมณ์ของการก่อตั้งอาเซียนโดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนได้ประชุมกันที่กรุงมะนิลา และบรรลุข้อตกลงเป็นครั้งแรกที่จะเจรจาลดภาษีศุลกากรเป็นรายสินค้า ซึ่งแม้ว่าจะดูเป็นการเคลื่อนไหวที่ช้ามากสำหรับการที่จะเปิดประเทศรองรับการค้าเสรี แต่ข้อตกลงดังกล่าวเป็นผลมาจากการประนีประนอมระหว่างประเทศที่มีความก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรมกับประเทศที่อุตสาหกรรมยังล้าหลัง ซึ่งฝ่ายหลังนี้อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสมาชิกที่มีประชากร 120 ล้านคนตกอยู่ในฐานะดังกล่าวด้วย แต่พํมนาการของอาเซียนดังกล่าวก็ยังไม่ถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ จนกระทั่งเข้าสู่ศควรรษใหม่ ในเดือนตุลาคม 2546 ในการประชุมระดับผู้นำอาเซียนที่เมืองบาหลีประเทศอินโดนีเซียได้มีการประกาศเจตนารมณ์ที่จะจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคมและวัฒนธรรมอาเซียนขึ้น ซึ่งได้นับการสนับสนุนจากประชาคมโลกทั่วไปโดยเฉพาะสหภาพยุโรป ซึ่งมีประสบการณ์ในการบูรณาการประเทศต่างๆเข้าด้วยกันมาก่อน

เจตนารมณ์ของการก่อตั้งอาเซียน

ในปี 2513 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับปัญหาการที่ดุลอำนาจในภูมิภาคเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ในอินโดจีนชัยชนะของฝ่ายคอมมิวนิสต์ก่อความรู้สึกไม่มั่นคงให้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นดินแดนใกล้ชิดกับอินโดจีน และมีประวัติศาสตร์การต่อสู้ช่วงชิงอำนาจกันมานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไทยกับเวียดนาม ซึ่งมีความเชื่อว่าความมั่นคงของประเทศตนอยู่ที่อีกประเทศหนึ่งต้องไม่เข้ามามีอิทธิพลเหนือประเทศที่มีภูมิประเทศติดตนเอง การที่กลุ่มประเทศอินโดจีน ซึ่งเป็นเมืองขึ้นเก่าของฝรั่งเศสและทำสงครามเอกราชมาโดยตลอดจึงมีความใกล้ชิดกัน เนื่องจากมีศัตรูร่วมกัน และยิ่งเมื่อได้ร่วมอุดมการณ์ลัทธิมาร์กในการทำสงครามประชาชนเพื่อความเป็นเอกราชของชาติ ยิ่งทำให้ประเทศทั้งสามมีความใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น

ช่วงเวลาดังกล่าว รัฐบาลไทยเริ่มรู้สึกว่าประเทศมหาอำนาจเช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศสเริ่มมีท่าทีเปลี่ยนไป จากที่เคยต่อต้านคอมมิวนิสต์ในดินแดนอาณานิคมเก่า หรือดินแดนที่ตนมีผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์กลับดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตและถ้อยทีถ้อยอาศัยกันกับคอมมิวนิสต์ นโยบายของประเทศมหาอำนาจตะวันตกดังกล่าวสร้างความวิตกแก่รัฐบาลไทยว่า หากไทยประสบการรุกรานจากเพื่อนบ้านซึ่งมีลัทธิการปกครองแตกต่างกันจะไม่มีประเทศมหาอำนาจตะวันตกให้ความช่วยเหลือทางการทหาร ความเชื่อในเรื่องการป้องกันร่วมกันตามเจตนารมณ์ของสหประชาชาติที่มีมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อันตรธานไปพร้อมๆกับการเสื่อมอิทธิพลขององค์การ SEATO และการที่สหรัฐฯ เจรจาสนธิสัญญาสันติภาพกับเวียดนามเหนือ และการที่ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันประกาศลัทธินิกสันเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2512 ยืนยันว่า มิตรประเทศของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียจะต้องรับผิดชอบความมั่นคงภายในประเทศ และการป้องกันตนเองทางการทหาร ทำให้ประเทศเสรีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตระหนักว่ามีความจำเป็นที่จะต้องผนึกกำลังเพื่อช่วยเหลือตนเอง

ความวิตกดังกล่าวของประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียนปรากฏอยู่ในปฏิญญากรุงเทพฯ ซึ่งระบุว่าทุกประเทศตระหนักถึงผลประโยชน์ร่วมและปัญหาเดียวกันที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างเผชิญอยู่และต่างมีความเชื่อโดยไม่สงสัยว่ามีความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องเร่งกระชับการร่วมมือและสายสัมพันธ์ของประเทศต่างๆที่มีอยู่ใหแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยการจัดตั้งรากฐานที่มั่นคงเพื่อการดำเนินมาตรการร่วมกันเพื่อส่งเสริมการร่วมมือในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้บนพื้นฐานของความเท่าเทียม และการเป็นหุ้นส่วนระหว่างกันเพื่อนำไปสู่สันติภาพ ความก้าวหน้า และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค รากฐานที่ว่าคือสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนนี้เอง

การขยายตัวของสมาชิก

มีนักวิจารณ์การเมืองระหว่างประเทศไม่น้อยที่เห็นว่าการที่อาเซียนขยายตัวอย่างรวดเร็วเป็นลักษณะเตี้นอุ้มค่อม คือประเทศที่เข้ามาร่วมเป็นภาคีสมาชิกไม่มีศักยภาพเพียงพอทางด้านเศรษฐกิจทำให้เกิดช่องว่างในการพัฒนา และไม่สามารถดำเนินโครงการที่จะประสานความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นเนื้อเดียวกันได้

ความจริงข้อสังเกตดังกล่าวมีมูลความจริงอยู่บ้างก็ในแง่ที่มีสมาชิกใหม่ของอาเซียนที่ระดับการพัฒนายังต่ำกว่าประเทศสมาชิกอื่น แต่ข้อสังเกตที่ว่าความต่างกันของระดับการพัฒนาทำให้ไม่สามารถร่ววมือทางเศรษฐกิจแบบบูรณาการได้ไม่น่าจะจริง หากแต่เป็นธรรมชาติของดำรงอยู่ร่วมกัน กล่าวคือจะมีฝ่ายที่อ่อนแอกว่า ฝ่ายที่ได้เปรียบ ฝ่ายที่เสียเปรียบ การรวมตัวของรัฐต่างๆในอดีตก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกันนี้ แต่ในที่สุดก็แก้ไขลุล่วงไปได้ด้วยเจตนารมณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องกัน

แต่ที่นักวิจารณ์ส่วนมากจะไม่ทราบก็คือปฏิญญากรุงเทพ ซึ่งเป็นแม่บทของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีเจตนารมณ์ที่แร่ชัดว่าต้องการให้ประเทศน้อยใหญ่ในภูมิภาคเข้ามาร่วมเป็นภาคีสมาชิก ทั้งนี้โดยระบุไว้ในข้อ 4 ของปฏิญญาว่า สมาคมเปิดกว้างสำหรับการเข้ามีส่วนร่วมของรัฐทั้งมวลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยอมรับเป้าหมาย หลักการ และจุดประสงค์ของอาเซียนตามที่ประกาศไว้ในปฏิญญา การที่แสดงเจตนารมณ์เปิดกว้างเช่นนี้ เป็นเพราะปฏิญญาดังกล่าวได้ประกาศว่าสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต่เป็นตัวแทนเจตนารมณ์ร่วมของประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะผูกพันกันด้วยมิตรภาพและความร่วมมือ และด้วยความพยายามและการเสียสละร่วมกัน จะสร้างสรรค์สันติภาพ เสรีภาพ และความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประชาชนที่มีมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน และที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปในอนาคต

ดังนั้น ในการวิจารณ์เกี่ยวกับประเด็นการขยายตัวของอาเซียนก็น่าที่จะต้องตระหนักด้วยว่าอาเซียนเป็นองค์การระหว่างประเทศที่ก่อตั้งขึ้นมาบนหลักการและความเชื่อสมัยใหม่ ไม่ใช่ความคิดเกี่ยวกับการดำรงอยู่แบบเก่าที่เชื่อว่าผู้ที่เข้มแข็งกว่าจะอยู่รอด แต่ความเชื่อสมัยใหม่นี้เชื่อว่าโลกนี้เป็นโลกที่พึ่งพาอาศัยกัน และที่สำคัญคือความเชื่อที่ว่าประเทศต่างๆต้องอยู่ร่วมกัน แบ่งปันทรัพยากร ความรู้ ความชำนาญทางด้านวิชาการ และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ก็โดยมีเป้าหมายเพื่อความผาสุขของประชาชน


edit @ 2005/11/17 16:38:56


edit @ 2005/12/01 18:27:15
edit @ 2005/12/01 18:28:35

2005/Nov/15

การพัฒนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี - เจ้าพระยา - แม่โขง หรือ Ayeyawady - Chao Phraya - Mekong Economic Cooperation Strategy : ACMECS อาจพิจารณาขั้นตอนดำเนินการได้เป็น 3 ประการ คือ ประการแรก การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ประการที่สอง การสร้างบรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรเกื้อกูลต่อการร่วมมือกันระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และประการที่สาม การชักชวนให้ประเทศและองค์การระหว่างประเทศนอกกลุ่มที่มีศักยภาพเข้ามาร่วมในการเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาอนุภูมิภาคร่วมกับไทย

ในการกำเนินการให้บรรลุผลตามขั้นตอนที่สามนั้นจำเป็นต้องมีความเข้าใจธรรมชาติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศว่าตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ และไม่มีประเทศไหนที่พอใจกับการที่ตนเองต้องถูกกันออกจากการแบ่งสรรผลประโยชน์โดยเฉพาะผลประโยชน์ทางการค้า และทางการเมือง โดยเฉพาะผลประโยชน์ทางการเมืองนั้น แม้ว่าทุกวันนี้โฉมหน้าของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐอธิปไตยจะเปลี่ยนไปมาก แต่หลักการยังคมเป็นเช่นเดิม คือรัฐต่างๆดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของรัฐตน ความคิดเกี่ยวกับดุลอำนาจยังเป็นความคิดกระแสสำคัญิอยู่ในการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

โดยนัยดังกล่าว ถึงแม้ว่าไทยและประเทศเพื่อนบ้านจะสามารถรวมกลุ่มกันได้ในระดับอนภูมิภาค แต่การรวมกลุ่มนั้นก็ต้องเป็นไปเพื่อการเปิดกว้าง ทั้งตลาดการค้า การลงทุน และแหล่งวัตถุดิบ ทั้งนี้เพื่อสร้างจุดแข็งมาชดเชยจุดอ่อนของภูมิภาคที่ยังด้อยทางด้านเงินทุน เทคโนโลยี และความสามารถทางการตลาด

ความเป็นมา

แนวคิดในการที่จะชักชวนให้ประเทศที่มีความพร้อมทางด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยในการพัฒนาประเทศนั้นไม่ได้เป็นสิ่งใหม่ในวงการระหว่างประเทศ ในกรอบความร่วมมือบางกรอบเรียกกลุ่มประเทศที่เข้ามาร่วมในการพัฒนาว่าคู่เจรจา หรือ dialogue partner แต่สำหรับกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี - เจ้าพระยา - แม่โขง หรือ ACMECS นั้นเรียกประเทศและองค์การที่แสดงเจตนารมณ์ที่จะเข้ามาร่วมพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงว่า หุ้นส่วนการพัฒนา หรือ Development Partner ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับทัศนคติในยุคปัจจุบันที่นิยมการคบหาระหว่างประเทศในฐานะรัฐอธิปไตยที่เท่าเทียมกัน

ปัญหาการดำเนินโครงการพัฒนาในประเทศที่มีความจำกัดทางด้านเทคโนโลยีและเงินทุนนั้น แม้ว่าจะได้มีแนวคิดที่จะชักจูงให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมดำเนินการแล้วก็ตาม แต่ปรากฏว่าโครงการส่วนใหญ่มักจะเป็นโครงการที่มีความเสี่ยงสูง และให้ผลตอบแทนน้อยดังนั้น เพื่อให้การดำเนินโครงการดังกล่าวมีความเป็นไปได้จึงต้องมีรัฐบาล หรือองค์การระหว่างประเทศเข้ามาร่วมแบ่งรับความเสี่ยงของภาคเอกชนด้วย

แนวทางในการแสวงหาหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนานั้นคือการแสวงหารัฐหรือองค์การระหว่างประเทศที่มีขีดความสามารถเข้ามาวางแผนจัดระบบการแบ่งปันผลประโยชน์และแบ่งรับต้นทุนที่เหมาะสมสำหรับโครงการพัฒนาในภูมิภาคหรืออนุภูมิ ทั้งนี้เนื่องจากมีโครงการพัฒนาจำนวนมากซึ่งให้ผลตอบแทนแก่บริษัทเอกชนที่จะเข้ามาดำเนินการไม่สูงมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับเงินลงทุน ซึ่งโครงการในลักษณะดังกล่าวจำเป็นจะต้องหาวิธีคำนวณผลประโยชน์ที่เกิดจากการพัฒนาและผลประโยชน์ที่จะเกิดต่อภูมิภาคแล้วบวกเข้าไปเป็นผลกำไรทางการเงินที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ

ในการแสวงหาหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาเพื่อเข้ามาร่วมลงทุนโครงการพัฒนาในกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี - เจ้าพระยา - แม่โขง รัฐบาลไทยดำเนินการทางการทูตอย่างเข้มข้นทั้งในเวทีทวิภาคี และเวทีพหุภาคี โดยแจ้งให้ทราบถึงเจตนารมณ์ของประเทศสมาชิก ACMECS ที่ต้องการพัฒนาประเทศบนพื้นฐานการช่วยตนเอง และการช่วยเหลือพึ่งพากันและกันระหว่างประเทศสมาชิกเป็นหลัก และหากประเทศที่มีศักยภาพ หรือองค์การระหว่างประเทศใดมีความสนใจที่จะเข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาโครงการในอนุภูมิภาคก็มีความยินดีที่จะเจรจาด้วย

ความคืบหน้าในการดำเนินการ

ความคืบหน้าในการที่มีประเทศที่มีศักยภาพแสดงความประสงค์ที่จะร่วมมือกับประเทศไทยในการพัฒนาประเทศเพื่อนบ้านสมาชิกกรอบACMECS เป็นไปอย่างรวดเร็วในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา เนื่องจากไทยใช้ยุทธวิธีดำเนินการเจรจาขอทำแผนปฏิบัติการร่วม(Action Plan) กับมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางด้านการค้าและการลงทุนทวิภาคีกับไทยอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว และขณะเดีนวกันก็ชักชวนให้เข้ามาร่วมในการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ร่วมมือกับประเทศไทยในการพัฒนาอนุภูมิภาค การดำเนินแผนทางการทูตในแบบทวิลักษณ์เช่นนี้ทำให้ประเทศที่มีศักยภาพได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร และมีความเข้าใจหลักการความร่วมมือในกรอบยุทธศาสตร์ ACMECS อย่างรวดเร็วปัจจุบันประเทศที่มีการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกับไทยแล้ว 3 ประเทศได้แก่ ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม และเยอรมนี

ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศในลำดับแรกๆที่แสดงความสนใจที่จะเข้ามาร่วม โดยฝรั่งเศสได้ลงนามในแผนปฏิบัติการร่วมกับไทย เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 โดยฝรั่งเศสมีวัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่ง คือต้องการแสดงความตั้งใจของรัฐบาลฝรั่งเศสที่จะเข้ามาร่วมกับไทยในการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงด้านวิชาการในลักษณะไตรภาคี และในเบื้องต้นนั้นรัฐบาลฝรั่งเศสประกาศที่จะให้องค์การเพื่อการพัฒนาแห่งฝรั่งเศส หรือ AFD เข้ามาเปิดสำนักงานสาขาประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในประเทศไทบ นอกจากนั้นรัฐบาลฝรั่งเศสได้ประกาศความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลลาวเพื่อการก่อสร้างทางรถไฟเพิ่มเติมจากส่วนที่ไทยได้ให้ความช่วยเหลทอ โดยมีมูลค่ามากกว่าความช่วยเหลือที่ไทยให้กับลาวในโครงการดังกล่าวถึง 5 เท่า

นอกจากฝรั่งเศสแล้ว ประเทศเยอรมนี นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย สิงคโปร์และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank-ADB) ต่างก็ได้แสดงความต้องการที่จะเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาประเทศเพื่อนบ้านลุ่มแม่น้ำโขงร่วมกับไทย โดยเฉพาะธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียนั้น ได้ตัดสินใจเข้ามาเปิดสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทยเพื่อเป็นหุ้นส่วนกับประเทศไทยในการดูแลและสนับสนุนการพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ไปพร้อมกันด้วย

การประชุมระดับรัฐมนตรี ACMECS ที่จ.กระบี่

ความคืบหน้าสำคัญในการที่ประเทศหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาเข้ามามีส่วนร่วมกับ ACMECS อย่างเป็นทางการคือในคราวการประชุมระดับรัฐมนตรี ACMECS อย่างไม่เป็นทางการระหว่างวันที่ 1-2 พฤศจิกายน 2547 ที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งมีปรากฏการณ์ที่เป็นครั้งแรกของความร่วมมือในกรอบ ACMECS เกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้สองประการคือ ประการแรก เวียดนามเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกหลังจากที่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก ACMECS เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2548 และประการที่สอง ที่ประชุมได้เชิญผู้แทนประเทศหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาและองค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เยอรมนีญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียเข้าร่วมประชุมด้วยเป็นครั้งแรก ผลจากการประชุมดังกล่าวทำให้ประเทศเหล่านี้มีความเข้าใจที่ชัดเจนในหลักการและเป้าหมายของ ACMECS รวมทั้งเห็นถึงความแตกต่างระหว่างกรอบความร่วมมือ ACMECS กับกรอบความร่วมมืออื่นๆที่มีอยู่ และช่องทางการเข้ามามีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ได้ในอนาคต

ในโอกาสดังกล่าวประเทศหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาที่เข้าร่วมการประชุมต่างยืนยันจะเข้าร่วมมีบทบาทในฐานะหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา และได้แสดงความชื่นชมกับบทบาทของไทยที่พยายามผลักดันการพัฒนาของภูมิภาคอย่างจริงจังและรับที่จะพิจารณาข้อเสนอโครงการความร่วมมือที่สมาชิกACMECS ได้หยิบยกมาเป็นตัวอย่างในการประชุม จำนวน 26 โครงการ และที่เป็นรูปธรรมคือผู้แทนญี่ปุ่นแถลงยืนยันการร่วมโครงการกับรัฐบาลไทยและลาวในการศึกษาโครงการปรับปรุงสนามบินสะหวันนะเขต และผู้แทนฝรั่งเศสแถลงว่ารัฐบาลฝรั่งเศสมีความพร้อมที่จะให้การสนับสนุนด้านการเงินต่อโครงการความร่วมมือในกรอบ ACMECS ด้วยเช่นกัน

ที่ประชุมระดับรัฐมนตรี ACMECS ที่จ.กระบี่มองเห็นความสำคัญในการที่จะต้องผลักดันกระแสความกระตือรือล้นของหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาจึงได้มอบหมายให้รัฐบาลกัมพูชาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ACMECS กับผู้แทนประเทศหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา เพื่อหารือในรายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางที่จะเข้าร่วมการพัฒนาโครงการต่างๆในอนุภูมิภาค ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 รัฐบาลกัมพูชาได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่อาวุโส ACMECS กับผู้แทนหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา ที่กรุงพนมเปญ การประชุมดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาต่างแสดงเจตนารมณ์ที่จะเข้าร่วมการพัฒนาประเทศสมาชิก ACMECS

สรุป

ในช่วงสองปีที่ผ่านมาไทยประสบความสำเร็จในทางการทูตอย่างสูงในการผลักดันกรอบความร่วมมือ ACMECS โดยเฉพาะประเทศที่มีศักยภาพเป็น"ผู้ให้"ต่างให้ความเชื่อถือและเข้ามาร่วมมือในการเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาเพื่อร่วมกับไทยในการพัฒนาประเทศเพื่อนบ้านที่ยังมีช่องว่างในการพัฒนาเศรษฐกิจ ความสำเร็จนี้เป็นผลจากการที่รัฐบาลปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายต่างประเทศเป็นการดำเนินนโยบายเชิงรุก เน้นผลปฏิบัติของนโยบายที่เป็นรูปธรรมชัดเจนโดยมีผลประโยชน์ของประชาชนและศักดิ์ศรีของชาติเป็นศูนย์กลาง

นอกจากนั้นความสำเร็จยังเป็นผลจากการที่รัฐบาลได้ปรับเปลี่ยนบทบาทและยกสถานะของไทยในเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศ จาก"ผู้รับ" เป็น "ผู้ให้" และจากการขอความช่วยเหลือเป็นการแสวงหาความร่วมมือกับประเทศต่างๆอย่างเท่าเทียมและเกื้อกูลซึ่งกันและกันในลักษณะของการเป็นหุ้นส่วนเพื่ออนาคต เพื่อนำไปสู่การสร้างความร่วมมือกับนานาประเทศในมิติใหม่ เป็นความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่สามารถก้าวไปข้างหน้าร่วมกันได้อย่างยั่งยืน


edit @ 2005/11/16 16:16:45
edit @ 2005/11/16 16:21:15
edit @ 2005/11/16 17:07:34
edit @ 2005/11/16 17:11:12
edit @ 2005/11/16 17:18:56
edit @ 2005/11/21 10:07:55

2005/Nov/14

การทูตหลังสงครามเย็นเปลี่ยนแปลงจากการทูตที่ประเทศเล็กเกาะค่ายกับประเทศใหญ่มาเป็นการทูตที่ประเทศเล็กเกาะกลุ่มกันเองเพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจและการเมือง ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่ขั้วอำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไปภายหลังจากการล่มสลายของระบอบการปกครองสหภาพโซเวียต

ความจำเป็นที่ประเทศเล็กต้องพึ่งพาตนเองทางด้านเศรษฐกิจ ประกอบกับการที่ประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปเรียกร้องให้ประเทศต่างๆทั่วโลกเปิดเสรีทางด้านการค้าและการลงทุนทำให้ประเทศในอนุภูมิภาคต่างๆมองเห็นความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกัน เพื่อสร้างตลาดการค้าระหว่างกันเองในภูมิภาค และสร้างเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการผลิตจำนวนมาก เพื่อนำทรัพยากรธรรมชาติ และแรงงานในอนุภูมิภาคที่มีอยู่อุดมสมบูรณ์มาใช้ให้เป็นประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ

ความร่วมมือในกรอบ ACMEC หรือ ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี - เจ้าพระยา - แม่โขง (Ayeyawady - Chao Phraya - Mekong Economic Cooperation Strategy) ระหว่าง 5 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า ไทย และเวียดนาม จึงเป็นความเคลื่อนไหวทางการทูตที่น่าสนใจ เนื่องจากความร่วมมือดังกล่าวเป็นการร่วมมืออย่างใกล้ชิดของประเทศซึ่งมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่ลุ่มแม่น้ำเดียวกัน หรือต่อเนื่องกัน และเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์สืบเนื่องร่วมกันมายาวนาน

ภูมิหลัง

ความคิดเกี่ยวกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจกรอบ ACMECS นี้เริ่มที่ประเทศไทยเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2546 จากการที่ผู้นำของพม่า ลาว และกัมพูชา เห็นชอบกับแนวคิดและข้อเสนอของพ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยขณะนั้นที่เสนอให้ก่อตั้งความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง 4 ประเทศเพื่อสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจร่วมกัน

ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ACMECS เป็นแนวคิดริเริ่มของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องการเข้าไปช่วยเหลือในการสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีความคิดว่าเป็นการสร้างแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาของประเทศที่ต้นตอของปัญหา ในขณะเดียวกันเป็นการขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยในต่างประเทศ โดยเล็งเป้าหมายว่านโยบายดังกล่าวจะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างกำแพงที่แข็งแกร่งสำหรับอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อเป็นรากฐานในการเสริมสร้างสันติภาพและความสงบสุข เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง รวมทั้งเล็งถึงว่านโยบายดังกล่าวจะเป็นการสร้างฐานช่วยส่งเสริมความเจริญทางเศรษฐกิจของภูมิภาคโดยรวม และส่งเสริมให้นานาประเทศนอก ACMECS และองค์การระหว่างประเทศได้มมีส่วนร่วมเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาโครงการต่างๆ ของACMECS ด้วย

ต่อมาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 ผู้นำทั้ง 4 ประเทศ คือ สมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายบุนยัง วอละจิดนายกรัฐมนตรีลาว พล.อ.ขิ่น ยุ้นนายกรัฐมนตรีพม่า และพ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย ได้เข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำกรอบความร่วมมือ ACMECS เป็นครั้งแรกที่เมืองพุกาม ประเทศพม่า ซึ่งภายหลังการประชุมผู้นำทั้ง 4 ประเทศได้ร่วมกันออกปฏิญญาพุกาม (Pagan Daclation) และแผนปฏิบัติการ (Plan of Action) ครอบคลุมความร่วมมือ 5 สาขา ได้แก่ การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน ความร่วมมือด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม การเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

ภายหลังการประชุมระดับผู้นำที่พุกาม ต่อมาเวียดนามได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกยุทธศาสตร์ความร่วมมือ ACMECS เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2547 เพื่อเพิ่มพูนความร่วมมือในการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และสร้างความมั่นคงและสันติภาพในอนุภูมิภาคให้เป็นไปอย่างสอดคล้องและเสริมประโยชน์กันมากยิ่งขึ้น

ความคืบหน้าหลังจากการประกาศปฏิญญาพุกาม

ความร่วมมือในกรอบ ACMECS ที่ประกาศไว้ในปฏิญญาพุกามเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 มีเจตนารมณ์เพื่อส้างความร่วมมือที่จับต้องได้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สาขาความร่วมมือ 5 สาขาหลักที่ประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือไว้จึงปรากฏความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

1. การอำนวยความสะดวกทางด้านการค้าและการลงทุน ในปี 2547 ประเทศไทยได้ดำเนินการยกเว้นการเรียกเก็บภาษีนำเข้าให้แก่สินค้าเกษตร 10 รายการที่นำเข้าจากกัมพูชา ลาว และพม่า เพื่อแปรรูปภายในประเทศ ได้แก่ มันฝรั่ง ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เมล็ดละหุ่ง ยูคาลิปตัส เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วเขียวผิวมัน และลูกเดือย ซึ่งเป็นการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรภายใต้กรอบอาเซียน (ASEAN Integration System of Preference : AISP)โดยไม่ขัดกับหลักการขององค์การการค้าโลก นอกจากนั้นในปี 2547 นี้ ไทยยังได้ประกาศขยายรายการสินค้าภายใต้กรอบ AISPที่ต้องเสียภาษีนำเข้าระหว่าง 0%-5% เพิ่มขึ้นด้วย ดังนี้

กัมพูชา : จาก 48 รายการ เพิ่มเป็น 310 รายการ

ลาว : จาก 26 รายการ เพิ่มเป็น 186 รายการ

พม่า : จาก 72 รายการเพิ่ม เป็น 461 รายการ

ซึ่งผลจากการดำเนินการดังกล่าวทำให้การนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นในปี 2548 กล่าวคือ

กัมพูชาเพิ่มขึ้นจาก 0.07 ล้านบาทในไตรมาส 1 ปี 2547 เป็น 7.1 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2548

ลาวเพิ่มขึ้นจาก 19 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2547 เป็น 94 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2548

พม่าเพิ่มขึ้นจาก 0 ในไตรมาส 1 ปี 2547 เป็น 5.2 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2548

2. การพัฒนาด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม รัฐบาลไทยได้เจรจากับประเทศเพื่อนบ้านในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เอกชนไทยเข้าไปทำการเกษตรและปศุสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้านในลักษณะสัญญาจ้างผลิตและรับซื้อผลผลิต (Contract Farming) โดยผลลผลิตที่รับซื้อไว้จะนำเข้ามาใช้บริโภคภายในประเทศไทย และนำไปแปรรูปเพื่อการส่งออกไปยังประเทศที่สามต่อไป นอกจากนี้ รัฐบาลไทยได้มอบหมายให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยดำเนินการร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในประทศเพื่อนบ้าน รองรับการย้ายฐานการผลิตของภาคเอกชนไทยในอนาคต ซึ่งโครงการนี้มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในกัมพูชา และลาว

ในปี 2548 รัฐบาลไทยได้เจรจากับประเทศกัมพูชา ลาว และพม่าเพื่อจัดทำโครงการศึกษาศักยภาพและพัฒนาพลังงานทดแทนร่วมกันในปีงบประมาณ 2549 โดยรัฐบาลไทยสนับสนุนงบประมาณดำเนินการ 90 ล้านบาท ในการประชุมระดับผู้นำ ครั้งที่ 2 ที่กรุงเทพ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2548 ที่ประชุมเห็นชอบข้อเสนอโครงการดังกล่าว ซึ่งจะมีผลให้กระทรวงพลังงานไทยเริ่มดำเนินการได้ทันที

3. การส่งเสริมการท่องเที่ยว ประเทศสมาชิก ACMECS ได้ร่วมมือเพื่อทำการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน โดยเน้นลักษณะของการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวของทั้ง 5 ประเทศสมาชิก ACMECS มารวมเป็น 1 จุดหมายปลายทาง (Five Countries One Destination) เมื่อนักท่องเที่ยวจากนอกภูมิภาคเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทสไทยแล้วก็สามารถเดินทางต่อเข้าไปท่องเที่ยวในประเทศอื่นได้ เป็นการขยายสินค้าการท่องเที่ยวของภูมิภาคให้น่าสนใจยิ่งขึ้นและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาท่องเที่ยวใน 5 ประเทศเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้โดยไทยซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมั่นคงกว่าประเทศสมาชิกอื่นรับที่จะช่วยดำเนินการประชาสัมพันธ์ และช่วยเหลือประเทศสมาชิกอื่นด้านการฝึกอบรมบุคลากรและการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านด้วย

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2548 ในการประชุมระดับผู้นำ ACMECS ที่กรุงเทพฯ ปฏิญญาผู้นำได้ยืนยันการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนในอนุภูมิภาค เน้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และเชิงนิเวศน์ โดยมุ่งการมีส่วนร่วมของชุมชน นอกจากนั้นผู้แทนรัฐบาลไทยและกัมพูชาได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการที่จะร่วมมือในการออกวีซาเดียวสำหรับการเดินทางเข้าประเทศทั้งสอง(ACMECS Single Visa) ซึ่งคาดว่าในกลางปี 2549 ประเทศทั้งสองจะสามารถจัดทำวีซ่าเดียวสำหรับเดินทางเข้าประเทศไทยและกัมพูชาได้สำเร็จ และหากทดลองใช้แล้วประสบความสำเร็จประเทศสมาชิกอื่นๆที่มีความพร้อมก็จะเข้าร่วมในความตกลงวีซ่า ACMECS ต่อไป โดยเจตนารมณ์ของโครงการนี้ก็เพื่อต้องการอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าประเทศสมาชิก ACMECS ทั้ง 5 ประเทศได้โดยการขอวีซ่าเพียงครั้งเดียว

4. การเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม รัฐบาลไทยได้ให้ความช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านในการพัฒนาเส้นทางคมนาคมที่สำคัญต่อการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคตลอดแนวเขตเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) และการพัฒนาเส้นทางคมนาคมในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเชื่อมโยงไทยสู่จีนตอนใต้และอินเดีย

ในช่วงปี 2546-2548 ความร่วมมือสาขานี้มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในการร่วมมือระหว่างไทยกับพม่า ไทยกับกัมพูชา และไทยกับลาว อย่างไรก็ตามในอนาคตเมื่อประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศที่เป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาเข้ามาร่วมการพัฒนาโครงการอย่างจริงจังแล้วจะมีความคืบหน้าในสาขาความร่วมมือนี้มากขึ้น เช่นการก่อสร้างเส้นทางรถไฟในประเทศลาว และกัมพูชา เป็นต้น

5. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ปัจจุบันรัฐบาลไทยได้ยกฐานะของสถาบันความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขงที่จัดตั้งขึ้นในมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นสถาบันระดับภูมิภาค เพื่อแสวงหาความร่วมมือจากนานาประเทศในการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญและงบประมาณในการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาและฝึกอบรมด้านต่างๆให้แก่บุลากรของประเทศสมาชิก ACMECS

ความร่วมมือในสาขานี้เป็นอีกสาขาหนึ่งที่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยรัฐบาลไทยได้จัดสรรงบประมาณเพื่อให้ทุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษาแก่นักศึกษาจากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นจากที่เคยจัดให้ในอดีต

กลไกการพัฒนาที่อยู่เบื้องหลังหลักการความร่วมมือกรอบ ACMECS

โดยที่กรอบความร่วมมือ ACMECS มีเจตนารมร์ที่จะร่วมมือระหว่างประเทสศฒษ๙ฏบนพื้นฐานของการพัฒนาตนเอง การช่วยเหลือตนเอง และการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ในการสร้างงาน สร้างรายได้ และการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยเน้นกิจกรรมที่เห็นผลปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว บนพื้นฐานแห่งประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกทุกประเทศ ทั้งนี้โดยในทางปฏิบัติประเทศไทยได้ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายของประเทศจากการที่เคยเป็นประเทศผู้รับความช่วยเหลือในการพัฒนาประเทศมาเป็นประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิก ACMECS ในการพัฒนา โดยเน้นความรับผิดชอบที่ไทยจะต้องมีต่อประเทศเพื่อนบ้านที่ยังมีการพัฒนาเศรษฐกิจน้อยกว่าไทย

ยุทธศาสตร์การช่วยตัวเองของ ACMECS กลายเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อการก้าวไปแสวงหามิตรและความร่วมมือจากนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศภายนอก ACMECS เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ประเทศผู้ให้เริ่มให้ความสนใจและเข้ามาติดต่อแสดงตนเพื่อร่วมเป็นหุ้นส่วนการพัฒนากรอบความร่วมมือ ACMECS โดยเมือ่วันที่ 25 พฤษภาคม 2548 รัฐมนตรีต่างประเทศไทยและฝรั่งเศสได้ลงนามในแผนปฏิบัติการร่วมระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่งคือ รัฐบาลฝรั่งเศสได้แสดงความสนใจที่จะเข้ามาร่วมกับรัฐบาลไทยในการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงโดยในเบื้องต้นรัฐบาลฝรั่งเศสประกาศที่จะให้องค์การเพื่อการพัฒนาแห่งฝรั่งเศสหรือ Agence Francaise de De've'lopment (AFD) เข้ามาเปิดสำนักงานสาขาประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในประเทศไทย และพร้อมให้เงินช่วยเหลือแก่รัฐบาลลาวเพื่อการก่อสร้างทางรถไฟเพิ่มเติมจากส่วนที่ไทยได้ให้ความช่วยเหลือ โดยมีมูลค่าความช่วยเหลือมากกว่าที่ไทยให้กับลาว 5 เท่า และรัฐบาลไทยได้ลงนามแผนปฏิบัติการร่วมแบบเดียวกันนี้กับรัฐบาลเบลเยี่ยมและเยอรมนีด้วย นอกจากนี้ ประเทศนิวซรแลนด์ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank : ADB) ต่างก็แสดงความต้องการที่จะเข้ามาเป็นหุ้ส่วนร่วมกับประเทศไทยเพื่อสนับสนนุการพัฒนาในอนุภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ไปพร้อมกัน

ภาพของประเทศและองค์การระหว่างประเทศที่แสดงตัวที่จะเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงปรากฏชัดขึ้นในการประชุมระดับรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ ที่จังหวัดกระบี่ระหว่างวันที่ 1-2 พฤศจิกายน 2547 โดยเป็นครั้งแรกที่ผู้แทนประเทศหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาเข้าร่วมการประชุมด้วยได้แก่ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย

การที่นานาประเทศและองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศได้ก้าวเข้ามาเป็นหุ้นส่วนร่วมกับประเทศไทยในการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงเป็นเครื่องชี้ชัดถึงการยอมรับบทบาทของไทยและแนวคิดริเริ่มของไทยที่มีต่อการพัฒนาประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นความสำเร็จของนโยบายรัฐบาลที่มุ่ง 3 ขั้นตอนของการพัฒนาคือ เน้นการพัฒนาตนเอง (self-help) ด้วยการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ดีรอบบ้านให้เอื้อต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน (south-south cooperation) และการเป็นหุ้นส่วนกับประเทศที่พัฒนาแล้วเพื่อร่วมกับไทยในการช่วยเหลือพัฒนาประเทศอื่น(partnership)

สถานะปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2548 ได้มีการประชุมระดับผู้นำACMECS ครั้งที่ 2ที่กรุงเทพ เพื่อติดตามความคืบหน้าหลังจากการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของสมาชิกในการประชุมครั้งแรกที่เมืองพุกาม โดยในการประชุมครั้งนี้สมเด็จฮุน เซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายบุนยัง วอละจิดนายกรัฐมนตรีลาว พล.อ. โซ วิน นายกรัฐมนตรีพม่า และ นายฟาน วัน ข่าย นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้เดินทางมาร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพียง ที่ประชุมได้ประกาศเจตนารมณ์เป็นหุ้นส่วนเพื่อต่อสู้โรคไข้หวัดนก และโรคติดต่ออื่นๆในอนุภูมิภาคฯ และให้ความเห็นชอบที่จะเพิ่มสาขาความร่วมมือใหม่ในด้านสาธารณสุขอีกสาขาหนึ่ง ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้แสดงความจริงจังที่จะสานความร่วมมือในสาขานี้อย่างจริงจังต่อไปด้วยการประกาศจัดสรรงบประมาณเบื้องต้นจัดตั้งกองทุนเพื่อต่อต้านโรคไข้หวัดนกในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง จำนวน 100 ล้านบาท รวมทั้งเสนอที่จะให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการและการฝึกอบรมแก่บุคลากรของประเทศสมาชิกด้วย ผู้นำ

โครงการความร่วมมือที่เกิดขึ้นใหม่ในการประชุมครั้งนี้ คือการที่ประเทศสมาชิกต่างเห็นพ้องกับข้อเสนอของรัฐบาลไทยที่จะช่วยเหลือในการถ่ายทอดความรู้และวางระบบ broadband internet เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ในเรื่อง e-approvung เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าข้ามแดน e-learning เพื่อส่งเสริมการศึกษาทางไกล และe-health เพื่อส่งเสริมการบริการด้านสาธารณสุขในทุกพื้นที่

edit @ 2005/11/14 17:00:53
edit @ 2005/11/15 09:29:46
edit @ 2005/11/15 10:12:48


edit @ 2005/11/15 10:22:44
edit @ 2005/11/15 10:25:13
edit @ 2005/11/15 13:33:44
edit @ 2005/11/15 17:33:02
edit @ 2005/11/15 17:36:57
edit @ 2005/11/15 18:15:10
edit @ 2005/11/16 13:57:38